เริม โรคเริม

เริม

ภาควิชาตจวิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

โรคเริมมีอาการอย่างไร ?
           เริมเป็นโรคผิวหนังเกิดจากเชื้อไวรัสชื่อ “เฮอร์ปีส์” ก่อโรคได้เกือบทุกแห่งของร่างกาย พบได้บ่อย 2 บริเวณ ได้แก่
เริมที่ริมฝีปาก
เริมบริเวณอวัยวะเพศ ก้น

           รอยโรคของเริมมี ลักษณะเริ่มต้นเป็นตุ่มน้ำพองใสเหมือนหยดน้ำเล็ก ๆ มีขอบแดง มักขึ้นรวมกันเป็นกลุ่ม ต่อมาตุ่มน้ำเหล่านี้จะแตกเป็นแผลถลอกตื้น ๆ และหายไปในที่สุด ถ้าไม่ได้รับเชื้อหนองซ้ำเติม
การติดเชื้อครั้งแรก
           อาการและรอยโรคจะค่อนข้างรุนแรงมีไข้ปวดเมื่อย หรือต่อมน้ำเหลืองในบริเวณใกล้เคียงกับรอยโรค อักเสบร่วมด้วย เช่น ถ้าเป็นเริมที่อวัยวะเพศ ต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบอักเสบ หรือถ้าเป็นเริมที่ริมฝีปาก ต่อมน้ำเหลืองที่คออักเสบได้ เป็นต้น ถ้าไม่ได้รับการรักษาแผลจะหายภายใน 2-3 สัปดาห์โรคเริมที่เกิดซ้ำ อาการและรอยโรคไม่ค่อยรุนแรงเหมือนครั้งแรก ผู้ป่วยจะมี “อาการเตือน” นำตุ่มน้ำมาก่อนประมาณ 2 ชม. – 3 วัน เช่นเจ็บเสียวแปลบ ๆ คันยุบยิบ ปวดแสบปวดร้อนในบริเวณรอยโรคเดิม แผลจะหายเร็วภายใน 7-10 วัน ยกเว้นในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ได้แก่ ผู้ป่วยเอดส์ ผู้ป่วยมะเร็ง รอยโรคอาจรุนแรงหรือเป็นแผลเรื้อรังได้

เชื้อไวรัส “เฮอร์ปีส์” ติดต่อได้อย่างไร ?
           เราสามารถตรวจพบเชื้อไว้รัสนี้ในตุ่มน้ำและแผลถลอกที่รอยโรคเริม เชื้อกระจายสู่ผู้อื่นได้ทางการสัมผัสทางกาย จูบ ร่วมเพศ โดยแทรกเข้าทางเยื่อบุ หรือผิวหนังที่ถลอกเป็นแผล แล้วก่อให้เกิดผื่นเริมใน 2-20 วันหลังรับเชื้อ หรือในรายที่มีร่างกายแข็งแรงอาจไม่ปรากฏรอยโรคเริมเลยก็ได้หลังจากนั้นเชื้อหลบแฝงตัวที่ปมประสาท ไม่ก่อรอยโรคเริม จนกว่าจะถูกกระตุ้น ก็จะกลับมาก่อรอยโรคเริมอีกครั้ง

อะไรคือ “ตัวกระตุ้น” โรคเริมให้เกิดซ้ำ ?
           “ตัวกระตุ้น” ดัง กล่าวได้แก่ ภาวะที่ร่างกายมีภูมิต้านทานต่ำลง พักผ่อนไม่เพียงพอ อ่อนเพลียขาดสารอาหาร ความเครียด วิตกกังวล ผู้หญิงใกล้มีประจำเดือน ผิวหนังอักเสบ เสียดสีกับเครื่องแต่งกายรัด ๆ การหลีกเลี่ยง “ตัวกระตุ้น” เหล่านี้อาจทำให้การเกิดเป็นซ้ำของเริมห่างออกไป

ปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อเป็นโรคเริม ?
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสแผลเริม เพราะอาจแพร่เชื้อไปสู่บริเวณอื่นของร่างกายหรือติดต่อผู้อื่นได้
- ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่ หลังเข้าห้องน้ำ อย่าขยี้ตา
- เมื่อมีแผลเริมที่ริมฝีปาก ห้ามจูบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็ก ผู้หญิงมีครรภ์
- งดการมีเพศสัมพันธ์ ตั้งแต่เริ่มมี “อาการเตือน” จนกระทั่งแผลหาย เพราะเป็นช่วงปล่อยเชื้อ ถึงแม้ใช้ถุงยางอนามัยก็ไม่ปลอดภัย 100%

เริมรักษาได้หรือไม่ ?
           ใน ปัจจุบันยังไม่มียาใดที่ทำให้โรคนี้หายขาดได้ ถึงแม้ว่ายาต้านไวรัสจะได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพสูง ช่วยลดความรุนแรงของอาการ แผลหายเร็วขึ้น แต่ยังมีราคาค่อนข้างแพงในรายที่เป็นเริมถี่มากจนรบกวนการดำเนินชีวิต หรือเป็นถี่มากกว่า 6 ครั้งต่อปี ควรปรึกษาแพทย์ซึ่งจะพิจารณาใช้ยาต้านไวรัสขนาดต่ำ เพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ หรือลดความถี่ของเริมต่อไป

 

ทำอย่างไรเมื่อเป็น ..เริม  งูสวัด

รศ.พญ.วรัญญา บุญชัย
ภาควิชาตจวิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

             เคยมั้ยเวลาเกิดผื่นแดง ตุ่มพองน้ำใส คนโน้นว่าเป็นงูสวัด คนนี้ว่าเป็นเริม แต่พอไปหาหมอ บอกอาการเสร็จสรรพแล้ว หมออธิบายให้เข้าใจความแตกต่างที่เหมือนกันอย่างแจ่มแจ้ง เลยอยากให้คุณได้ความรู้ด้วย

โรคเริม
1.เกิดจากเชื้อไวรัส “เฮอร์ปีส์” ชนิดที่ 1 หรือ 2 พบได้บ่อยบริเวณริมฝีปาก อวัยวะเพศ และก้น
2.การติดเชื้อครั้งแรก อาการจะค่อนข้างรุนแรง มีไข้ ปวดเมื่อย ต่อมน้ำเหลืองในบริเวณใกล้เคียงมีการอักเสบ เช่น ถ้าเป็นเริมที่อวัยวะเพศ ต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบจะอักเสบ ถ้าเป็นเริมที่ริมฝีปาก ต่อมน้ำเหลืองที่คอจะอักเสบ ลักษณะจะเป็นตุ่มน้ำขนาดเล็ก พองใส มีขอบแดง มักขึ้นรวมกันเป็นกลุ่ม แต่ไม่เรียงตามแนวเส้นประสาท และตุ่มน้ำนี้จะแตกเป็นแผลถลอกตื้น ๆ และหายไปในที่สุด ภายใน 1-2 สัปดาห์
3.เชื้อไวรัส “เฮอร์ปีส์” หรือเริม สามารถกระจายสู่ผู้อื่นได้ด้วยการสัมผัสทางกาย การจูบ การมีเพศสัมพันธ์ โดยเชื้อจะแทรกเข้าทางเยื่อบุหรือผิวหนังที่ถลอกเป็นแผล แล้วก่อให้เกิดผื่นเริมภายใน 2-20 วัน หลังรับเชื้อ หรือในรายที่มีร่างกายแข็งแรงอาจไม่ปรากฏรอยโรคเริมเลยก็ได้ หลังจากนั้นเชื้อจะหลบแฝงตัวที่ปมประสาท จนกว่าจะถูกกระตุ้นก็จะกลับมาเป็นโรคเริมอีกครั้ง
4.ผู้ที่เคยเป็นโรคเริมแล้ว จะมีโอกาส เป็นซ้ำในตำแหน่งเดิมได้บ่อย และสิ่งที่กระตุ้นให้เกิดซ้ำ คือภาวะเครียด มีภูมิต้านทานร่างกายต่ำลง พักผ่อนไม่เพียงพอ อ่อนเพลีย ขาดสารอาหาร  วิตกกังวล หากหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ ความถี่ของการเป็นโรคเริมจะน้อยลง
5.สำหรับผู้ที่เป็นโรคเริม ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสตุ่มน้ำหรือแผล เพราะอาจแพร่เชื้อไปสู่บริเวณอื่นของร่างกายหรือติดต่อไปยังผู้อื่นได้ เมื่อมีแผลเริมที่ ริมฝีปาก ห้ามจูบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็ก ผู้หญิงมีครรภ์ งดการมีเพศสัมพันธ์ ตั้งแต่เริ่มมีอาการคันจนกระทั่งแผลหาย เพราะเป็นช่วงปล่อยเชื้อ ถึงแม้ใช้ถุงยางอนามัยก็ไม่ปลอดภัย 100% และล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่ หลังเข้าห้องน้ำ อย่าขยี้ตาหากเป็นเริม
6.ในปัจจุบันยังไม่มียาใดที่ทำให้โรคนี้หายขาดได้ ถึงแม้ว่ายาต้านไวรัสจะมีประสิทธิภาพสูง ในรายที่เป็นเริมถี่มากกว่า 6 ครั้งต่อปี ควรปรึกษาแพทย์ซึ่งจะพิจารณาใช้ยาต้านไวรัสขนาดต่ำ เพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ หรือลดความถี่ของเริม ปัญหาของโรคเริมคือ การกลับเป็นซ้ำทำให้เกิดความเบื่อหน่าย ขาดความมั่นใจ รู้สึกไม่สวยงาม เสียบุคลิกภาพ

โรคงูสวัด
            1.เกิดจากเชื้อไวรัส “เฮอร์ปีส์” ชนิดที่ 3 หรือชื่อเดิม คือ Varicella-zoster virus ซึ่งเป็นไวรัสตัวเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคสุกใส
2.เริ่ม แรกจะรู้สึกไม่ค่อยสบาย อาจมีไข้ขึ้น ปวดร้าวตามผิวกาย โดยเฉพาะตามแนวเส้นประสาทที่จะเกิดเป็นงูสวัด บางคนอาจปวดมาก หรือปวดแสบปวดร้อน 3-4 วัน ต่อมาจะมีเม็ดผื่นแดง ๆ ขึ้นตรงบริเวณที่ปวดแล้วกลายเป็นตุ่มน้ำใส จากนั้นจะเป็นตุ่มเหลืองขุ่น มักเรียงกันเป็นแถวยาวตามแนวเส้นประสาท และจะแตก ค่อย ๆ ยุบไปจนแห้ง และเมื่อหายแล้ว ภายหลังอาจมีอาการปวดตามแนวเส้นประสาทได้
3.ถึงแม้ว่าเราสามารถตรวจพบเชื้อไวรัสนี้ จากตุ่มน้ำรอยโรคแต่การรับเชื้อครั้งแรกจะรับทางการหายใจ และออกผื่นเป็นโรคสุกใสก่อน ต่อมาเมื่อร่างกายอ่อนแอจึงกำเริบ ออกผื่นเป็นแบบงูสวัด
4.ในคนส่วนมาก งูสวัดเกิดครั้งเดียวในชีวิต มีเพียงส่วนน้อยที่มีความผิดปกติในระบบภูมิคุ้มกัน จึงจะเป็นซ้ำได้
5.เมื่อเกิดตุ่มน้ำงูสวัด ควรจะทำแผลโดยการประคบน้ำเกลือ (0.9% normal saline)ครั้งละประมาณ 10 นาที ประมาณ 2-3 ครั้ง/วัน ถ้าตุ่มน้ำแตกให้ทำความสะอาดแผลเหมือนแผลทั่วไป เพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำเติม
6.ในปัจจุบันมียาต้านไวรัสที่มีประสิทธิภาพสูงทำให้โรคหายได้ ลดอาการเจ็บปวดและแผลหายไวขึ้น ลดระยะเวลาแพร่เชื้อ แต่ผู้ป่วยต้องมารับยาเร็วที่สุด จะได้ประสิทธิภาพการรักษาสูงสุด
อย่างไรก็ตามทั้งเริมและ งูสวัด ไม่ถือเป็นโรคที่ร้ายแรง และจะหายได้เองหากร่างกายแข็งแรงดี ภายใน 1-2 สัปดาห์ สำหรับการรักษาจะบรรเทาตามอาการ ซึ่งมีทั้งยากินแก้ปวด แก้ติดเชื้อแบคทีเรียกรณีเป็นหนองลุกลาม และยาทาแก้ผดผื่น อาการปวดแสบปวดร้อน ในรายผู้สูงอายุและผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น เป็นโรคเอดส์ อายุมาก มีความเครียด ทำงานหนัก พักผ่อนไม่พอ เป็นมะเร็งใช้ยาต้านมะเร็งหรือยากดภูมิคุ้มกัน ควรได้รับยาต้านไวรัสอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีทั้งยากินหรือยาฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายทั่วตัวและอาจมีการติดเชื้อของอวัยวะภายในร่วม ด้วยไดเช่น ปอดบวม สมองอักเสบ เป็นต้น

     “ทั้งนี้จะหายได้เร็วหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความเร็วของการรักษาค่ะ”

โลน-เริม

อ.นพ.สุมนัส  บุณยรัตเวช
ภาควิชาตจวิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

            โรค”โลน” และ ”เริม” แม้ ออกเสียงใกล้เคียงกันแต่ก็เป็นโรคทั้งที่เหมือน และไม่เหมือนกันหลายประการ ทั้งสองโรคนี้เกิดขึ้นบริเวณอวัยวะเพศหรือตำแหน่งใกล้เคียง และต่างก็เป็นโรคที่สามารถติดต่อได้จากการมีเพศสัมพันธ์
(แต่ถ้า”เริม” เกิดในตำแหน่งอื่น อาจไม่เกี่ยวข้องกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ก็ได้)

ลักษณะของเจ้า 2 วายร้าย
“ตัวโลน” เกิด จากปรสิตภายนอกตัวเล็ก ๆ ที่ดูดเลือดจากผิวหนัง โดยปกติพอจะสามารถพอมองเห็นด้วยตาเปล่าได้ ลักษณะตัวเล็กอ้วนกลมมากกว่าเหา มีก้ามดูคล้ายก้ามปู จึงมีชื่อเรียกภาษาอังกฤษว่า crab louse มักจะอาศัยบริเวณขนที่อวัยวะเพศ แต่ก็อาจจะเจอได้ที่อื่น เช่น บริเวณขนตา ขนคิ้ว เป็นต้น
ส่วน”เริม” เกิดจากเชื้อไวรัสตัวเล็กที่ชื่อ herpes ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่สามารถเห็นผลของไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคบริเวณผิวหนังได้

จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็น “โรคโลน” หรือ “เริม
โรคโลน จะมีอาการคัน โดยตัวโลนมักจะสร้างความรำคาญมากกว่าก่อโรคร้ายแรง (ถ้าสังเกตดี ๆ จะเห็นเจ้าตัวโลนโลดแล่นไปมาด้วยตาเปล่า)
โรคเริม จะมีลักษณะที่สำคัญของโรค คือผู้ป่วยมีกลุ่มตุ่มน้ำใสขนาดเล็กๆ หลาย ๆ ตุ่มรวมกัน อาจแตกออกเป็นแผลตื้น ๆ เจ็บแสบหรือกลายเป็นตุ่มหนอง พบบ่อยที่บริเวณริมฝีปาก และอวัยวะเพศ หรืออาจพบได้ที่ก้นกบหรือแผ่นหลังส่วนล่าง นิ้วมือ หรือที่บริเวณศีรษะทารกแรกเกิด (ซึ่งคลอดออกมาจากช่องคลอดของมารดา ซึ่งมีเริมอยู่ที่อวัยวะเพศ)

ควรรักษาอย่างไร
โรค โลน วิธีการที่ง่ายที่สุดสำหรับการกำจัด โดยโกนขนที่บริเวณนั้นออกให้หมด และทำความสะอาดโดยใช้ยาสำหรับกำจัดโลนหรือเหา นอกจากนี้ยังควรระวังเรื่องการแพร่กระจายไปยังบุคคลใกล้เคียงด้วย
โรคเริม เป็นโรคที่ไม่หายขาด ผู้ป่วยอาจเป็น ๆ หาย ๆ หลายครั้ง การรักษาเป็นไปแบบประคับประคอง แต่ในกรณีที่รุนแรงหรือเป็นมาก อาจใช้ยาต้านไวรัสเริม ซึ่งควรจะมาพบแพทย์ โดยเฉพาะเมื่อกรณีที่โรคเริมเป็นซ้ำ ๆ บ่อยครั้งมาก

ป้องกันอย่างไร ไม่ให้เป็นโรคโลน เริม
1.การดูแลสุขอนามัย โดยระวังการสัมผัสกับผู้ป่วยที่เป็นโรคทั้งสองนี้ โดยเฉพาะ ”โรคเริม” หากผิวหนังคุณมีรอยแกะเกาขีดข่วน ก็จะเสี่ยงต่อการติดโรคนี้จากตุ่มน้ำของผู้ป่วยได้ง่ายกว่าผิวหนังที่ปกติสมบูรณ์
2.ระวังในการมีเพศสัมพันธ์ โดยหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ป่วยที่เป็น”โรคเริม” ซึ่งสามารถติดต่อได้แม้ใส่ถุงยางอนามัย
3.หลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของเครื่องใช้ร่วมกับผู้ป่วยที่เป็นโรคทั้งสองนี้ โดยเฉพาะสิ่งของที่ต้องมีการสัมผัสกับผิวหนัง เช่น ผ้าเช็ดตัว ชุดชั้นใน หรือสิ่งของเครื่องใช้อื่น ๆ

การแก้ไขที่ดีที่สุด ถ้าเป็นโรคโลน-เริม ซ้ำบ่อย ๆ
ควรมาพบแพทย์ ถ้ามี”โลน” เป็น ซ้ำบ่อยมากควรต้องมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะการมีคู่นอนหลายคน ควรต้องพิจารณาถึงการรักษาคู่นอน ร่วมไปด้วยตั้งแต่แรกเพื่อไม่ให้ติดต่อกลับซ้ำกันไปมา
ส่วน”เริม” ถ้า เป็นบ่อยมาก ๆ แนะนำให้มาพบแพทย์เพื่อรับยาที่ใช้กดอาการไม่ให้กำเริบอีก และต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ทำให้โรคเห่อบ่อย ๆ เช่น การพักผ่อนน้อย เป็นต้น

      ทั้ง 2 โรค นี้ นอกจากการออกเสียงพยางค์เดียวสั้นๆ ที่คล้ายๆกันแล้ว ก็ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันเท่าไรนัก ยกเว้นอาจจะติดต่อได้ทางเพศสัมพันธ์ได้ทั้งคู่ อาจเป็นๆ หายๆ การวินิจฉัยแต่แรกเริ่ม ควบคู่ไปกับการที่ผู้ป่วยดูแลสุขอนามัยของตนเอง และได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีก็จะหายวันหายคืนครับ.

 

 

เริม
แม่ท้องผิวสวยอย่างไร ไม่ให้เป็นเหยื่อไวเทนนิ่ง
7 อาการป่วนตอนท้อง
การดูแลคุณแม่ตั้งครรภ์ในอนาคต
จะคลอดธรรมชาติ หรือ ผ่าคลอด
ทารกในครรภ์มีโอกาสได้รับสารก่อมะเร็งจากมารดาที่สูบบุหรี่
ภายในช่องคลอด ดูแลอย่างไรดี
โรคช่องคลอดอักเสบจากเชื้อพยาธิ
ทุกเรื่องของยาเม็ดคุมกำเนิด
คนท้องพร้อมรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่หากแพทย์แนะนำ

About admin